พาส่องสารกันแดดในครีมกันแดด ก่อนเลือกซื้อ

ไม่ว่าจะฤดูไหนในประเทศไทยบอกเลยว่าแดดในประเทศไทยคือร้อนมาก ยิ่งหน้าร้อนหรือในช่วงมีนาคม เมษายน ไปถึง พฤษภาคม เรียกได้ว่าเป็น 3 เดือนที่อากาศในประเทศร้อนมาก และยิ่งไปกว่านั้นในปี 2024 แดดในประเทศไทยและทั่วโลกมีอากาศร้อนสูงมากกว่าทุกปี และคาดการณ์ว่าในปีหน้าอากาศจะร้อนขึ้นอีกหลายเท่า จึงทำให้หลายคนต่างสนใจที่จะหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น จากคนที่ไม่เคยใช้ครีมกันแดดหรือไม่รู้จักครีมกันแดดเลย ก็ต้องหันมาใส่ใจกันมากขึ้น ซึ่งครีมกันแดดในประเทศไทยหรือทั่วโลกต่างก็มีมากมายหลายยี่ห้อ และแต่ละยี่ห้อต่างก็มีส่วนผสมที่แตกต่างกันไป ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักเกี่ยวกับรังสียูวีและสารกันแดดที่ควรมีในครีมกันแดดก่อนตัดสินใจไปซื้อครีมกันแดดมาใช้กันค่ะ ไปเริ่มกันเลย!!

รังสียูวีคืออะไร ทำไมทุกคนถึงต้องปกป้องผิวของเราจากแสงแดด ?

รังสียูวีหรือรังสีอัลตราไวโอเลต คือพลังงานที่ปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์อยู่ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและแยกออกเป็นรังสีต่างๆ โดยคลื่นแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์ที่ส่งมายังพื้นผิวโลกที่มีพลังงานสูงสุดและทำลายผิวหนังเราได้มากที่สุด นั้นก็คือ รังสียูวี โดยรังสียูวี จะแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

ครีมกันแดด

1. รังสียูวีเอ (UVA)

เป็นรังสีที่อันตรายมาก เพราะรังสี UVA สามารถดูดซับที่ชั้นโอโซนได้น้อย ทำให้ในแสงแดดที่ส่องลงมาถึงโลกมีถึง 95% สามารถทะลุผ่านผิวหนังเข้าไปในผิวหนังชั้นหนังแท้ และยิ่งไปกว่านั้นรังสี UVA ยังสามารถทะลุผ่านกระจกได้อีกด้วย ฉะนั้นถึงแม้เราจะไม่ได้เจอแสงแดดหรืออยู่ในร่มเราก็ยังได้รับรังสี UVA อยู่ดี โดยรังสี UVA จะทำให้เกิดเป็นมะเร็งผิวหนัง ผิวหนังหมองคล้ำ เป็นฝ้ากะ มีริ้วรอย

    2. รังสียูวีบี (UVB)

    เป็นรังสีที่ถูกดูดซับที่ชั้นโอโซนได้ถึง 90% แสงแดดที่ส่งมายังพื้นผิวโลกมีรังสียูวีบี (UVB) อยู่ถึง 5% ซึ่งดูเหมือนจะมีรังสี UVB น้อยแต่อันที่จริงรังสี UVB สามารถทะลุผ่านไปยังผิวหนังชั้นหนังกำพร้าได้ รังสี UVB ไม่สามารถทะลุผ่านกระจกมาได้ และเป็นสาเหตุหลักของผิวไหม้เกรียมจากแสงแดดและเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน

    3. รังสียูวีซี (UVC)

    เป็นรังสีที่สามารถดูดซับที่ชั้นโอโซนของโลกได้ถึง 100% ไม่สามารถส่งมาถึงยังพื้นผิวโลกของเราได้ แต่ถึงแม้เราจะไม่ได้รับรังสี UVC โดยตรงจากดวงอาทิตย์แต่เราจะได้รับรังสีชนิดจากหลอดไฟยูวีซีสำหรับฆ่าเชื้อโรค ซึ่งถ้าได้รับมากๆ จะเป็นรังสีที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้มากที่สุด

    “สำหรับในประเทศไทยจะได้รับรังสียูวีเอมากที่สุด โดยเมื่อวัดค่าดัชนีรังสียูวีเอรายวันเฉลี่ยต่อเดือนจะอยู่ในช่วง 11-14 ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุด ดังนั้นจึงต้องหันมาดูแลสุขภาพและใส่ใจกับการป้องกันผิวจากแสงแดดกันให้มากขึ้น”

    การเลือกซื้อครีมกันแดดควรมีสารกันแดด (UV Filers) อะไรบ้าง

    สำหรับสารกันแดดในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด แต่สารกันแดดที่จำเป็นต้องมีในผลิตภัณฑ์ก็มีไม่มากนักเพราะบางตัวไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เนื่องจากมีประสิทธิภาพน้อยแต่สามารถช่วยกันแดดได้บ้าง และประหยัดต้นทุนในการผลิต นอกจากนี้สารกันแดดแต่ละตัวล้วนมีข้อจำกัดด้านปริมาณการใช้ เนื่องจากถ้ามีสารกันแดดมากไปในผลิตภัณฑ์อาจจะเป็นอันตรายและไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นในผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดจะต้องมีสารกันแดดมากกว่า 1 ตัวขึ้นไปเพื่อช่วยส่งเสริมกันป้องกันแสงแดดให้มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างสารกันแดดที่ควรมีในผลิตภัณฑ์และถูกต้องตามกฎหมาย เช่น

    ครีมกันแดด
    • Titanium Dioxide และ Zinc oxide เป็นสารกันแดดประเภท Physical Sunscreen ปกป้องผิวจากรังสียูวีเอ (UVA) และรังสียูวีบี (UVB) ทำหน้าที่เหมือนกระจก มีคุณสมบัติหักเหแสงได้สูงและสะท้อนรังสียูวีให้ออกไปจากผิวหนัง นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทางทะเลอีกด้วย ปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ในครีมกันแดดของสาร Titanium Dioxide และ Zinc oxide ของแต่ละตัวจะอยู่ที่ 25%
    • Tris-biphenyl triazine หรือ TBPT เป็นสารป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) และรังสียูวีบี (UVB) แบบ Broad spectrum คือการป้องกันแบบครอบคลุม ปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ในครีมกันแดดของสาร TBPT จะอยู่ที่ 10%
    • Methylene bis-benzotriazolyl tetramethylbutylphenol หรือ Bisoctrizole หรือ MBBT เป็นสารกันแดดที่ป้องกันผิวจากรังสียูวีได้อย่างครอบคลุมทั้งรังสียูวีเอ (UVA) และรังสียูวีบี (UVB) ปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ในครีมกันแดดของสาร MBBT จะอยู่ที่ 10%
    • Ethylhexyl methoxycinnamate หรือ Octinoxate หรือ OMC เป็นสารกันแดด organic ที่ได้มาจาก Cinnamon มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีบี (UVB) แต่ไม่ควรนำผลิตภัณฑ์ที่ส่วนผสมของสารกันแดดตัวนี้ลงทะเลเพราะไม่เป็นมิตรต่อปะการัง ปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ในครีมกันแดดของสาร OMC จะอยู่ที่ 10%
    • Octocrylene หรือ OCR เป็นสารกันแดด organic sunscreen เป็นสารกันแดดที่นิยมในครีมกันแดด ปกป้องผิวจากรังสียูวีเอ (UVA) และรังสียูวีบี (UVB) ยิ่งไปกว่านั้นจะไปช่วยเพิ่มค่า SPF อีกด้วย ปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ในครีมกันแดดของสาร OMC จะอยู่ที่ 10%

    ค่าความสามารถในการป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบี ต้องสูงเข้าไว้!!

    รังสียูวีเอ (UVA) คือค่า Protection Grade of UVA: PA หรือ UVAPF เป็นค่าที่แสดงถึงความสามารถในการป้องกันผิวหนังจากรอยดำ หมองคล้ำที่ได้รับรังสียูวีเอ (UVA) โดยจะแสดงเครื่องหมายบวก (+) ไว้ที่ผลิตภัณฑ์เช่น PA+ (ต่ำ), PA++ (กลาง) ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพในการป้องกัน นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์ในแทบยุโรปยังแสดงค่า Persistent Pigment Darkening (PDD) ที่แสดงถึงประสิทธิภาพการป้องกันผิวหนังจากรังสียูวีเอ (UVA) อีกด้วย ซึ่งควรเลือก PDD มากกว่า 10 ขึ้นไป

    ครีมกันแดด

    รังสียูวีบี (UVB) คือค่า Sun protection factor (SPF) เป็นค่าที่บ่งบอกถึงความสามารถในการป้องกันการไหม้จากรังสียูวีบี (UVB) ซึ่งในทางกฎหมายในครีมกันแดดหรือในเครื่องสำอางต่างๆ จะต้องมีค่า SPF อยู่ที่ 6-50 ซึ่งถ้ามากกว่า 50 จะต้องเครื่องหมาย (+) เช่น SPF 50+ แสดงอยู่เพื่อบ่งบอกถึงระดับในการป้องกันรังสียูวีบี (UVB)

    ปัจจุบันมีครีมกันแดดขายอยู่มากมายทั่วท้องตลาด ฉะนั้นถ้าหากจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดควรจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันแดดที่มีประสิทธิภาพและมีค่าความสามารถในการป้องกันที่สูง เช่นครีมกันแดดที่มีค่า SPF50+, PA++++ หรือแบบ Broad spectrum ไปเลยยิ่งดีและนอกจากนั้นเพื่อนๆ ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวด้วยนะคะ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์ค่ะ

    Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *