พบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว วิธีเตรียมตัวพบหมอเมื่อสุขภาพใจป่วย

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน หากพูดถึงการไปพบจิตแพทย์ อาจจะทำให้ถูกมองว่าเป็นบ้าหรือโรคจิต แต่ปัจจุบันการมีอาการป่วยทางใจถูกมองอย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น ผู้คนได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวชต่างๆ จากหลากหลายช่องทาง สังเกตว่าหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนก็ให้ความสำคัญกับการดูแลบุคคลในสังกัดในเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น การไปพบจิตแพทย์จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่ายุคก่อนๆ แต่ถึงอย่างไร เพื่อลดความกังวลและความตื่นเต้น จึงควรมีการเตรียมตัวก่อนเข้าพบจิตแพทย์

วิธีเตรียมตัวเข้าพบจิตแพทย์

1. ค้นหาจิตแพทย์ โรงพยาบาลและสิทธิการรักษา

อันดับแรกเราต้องทราบก่อนว่าต้องการที่จะพบจิตแพทย์ด้านไหน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จิตแพทย์ผู้ใหญ่หรือจิตแพทย์ผู้สูงอายุ จากนั้นทำการค้นหาจิตแพทย์ด้านนั้นว่ามีท่านใดบ้างและเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลไหน รัฐ เอกชนหรือคลินิก การเข้ารับการรักษาสามารถวอคอินเข้าไปได้เลยหรือต้องจองคิว สำคัญที่สุดคือโรงพยาบาลนั้น ๆ รองรับสิทธิการรักษาใดบ้าง เช่น สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม ประกันสุขภาพ หรือหากเป็นโรงพยาบาล/คลินิกเอกชนจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ในส่วนนี้สามารถโทรเข้าไปสอบถามเพื่อเตรียมตัวก่อนได้ค่ะ

พบจิตแพทย์

2. ตรวจสอบเส้นทางและระยะเวลาในการเดินทางไปยังสถานพยาบาล

สำหรับบางท่าน หากเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหาสักเท่าไหร่ เพียงแค่อาจต้องเผื่อเวลารถติดบ้าง แต่สำหรับท่านที่ไม่คุ้นชินเส้นทาง หากต้องขับรถส่วนตัวไปเองก็ควรดูจีพีเอสซ้ำๆ หาจุดสังเกตหลายๆ อย่าง หากต้องโดยสารรถสาธารณะก็ต้องเช็คสายรถให้ดี ทั้งขาไปและกลับ ถ้าไม่แน่ใจก็ควรถามคนขับก่อนขึ้นรถ ควรเผื่อเวลาเผื่อรถจะมาช้าด้วยนะคะ

พบจิตแพทย์

3. เรียบเรียงอาการ สิ่งกังวลใจที่อยากเล่าให้จิตแพทย์ฟัง

ข้อนี้สำคัญเป็นลำดับต้นๆ เลยค่ะ ในสภาวะที่จิตใจของเราอ่อนแอ อาจทำให้ความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้นเมื่อต้องพูดถึงสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจและอาจทำให้เราสื่อสารออกไปไม่ดีพอหรือไม่ครบถ้วน แนะนำว่าก่อนที่จะพบจิตแพทย์จริงๆ ให้เราเขียนเรื่องราวนั้นๆใส่กระดาษ แล้วลองอ่านดูด้วยตัวเองว่าขาดตกบกพร่องตรงไหน อ่านแล้วเข้าใจหรือไม่ และอย่าลืมเน้นไปที่อาการที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ เช่น ความเครียดสะสม อาการนอนไม่หลับ ความเศร้า ความถี่ของอาการ พวกสิ่งที่ไปกระตุ้นอาการนั้นๆด้วย

พบจิตแพทย์

4. เตรียมยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ บอกโรคประจำตัว บอกยาที่แพ้(หากมี)

สำหรับบางท่านที่มีโรคประจำตัวและยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ จะต้องแจ้งแพทย์ด้วย เพราะการรักษาโรคทางจิตเวชบางอย่างต้องมียารับประทานอย่างต่อเนื่อง การรับประทานยาหลายๆตัวพร้อมกัน อาจส่งผลกระทบต่องร่างกายได้ ดังนั้น ควรแจ้งแพทย์ไว้ด้วยว่าป่วยเป็นอะไรและรับประทานยาอะไรอยู่ ในส่วนของการแพ้ยาก็เช่นกัน ยาบางชนิดที่แพ้อาจเป็นกลุ่มเดียวกับยาที่ใช้รักษาโรคทางจิตเวชโดยที่เราเองก็อาจไม่ทราบมาก่อน ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรให้ทราบด้วย

พบจิตแพทย์

5. เตรียมของว่างรองท้องและอุปกรณ์ผ่อนคลายต่างๆ

ในระหว่างที่รอพบแพทย์บางโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐอาจใช้เวลารอนาน ควรเตรียมของว่างรองท้อง เช่น ขนมปัง นม น้ำผลไม้ติดกระเป๋าไปด้วย แนะนำให้สอบถามทางเจ้าหน้าที่ว่าคิวที่เราได้รอนานหรือไม่ หากกินเวลาไปถึงช่วงบ่าย ระหว่างนี้อาจใช้เวลาไปทานมื้อเทึ่ยงก่อนแล้วค่อยกลับมานั่งรอ หรือหากรอไม่นานมากก็อาจเล่นเกม อ่านหนังสือ อ่านข่าวรอเพื่อผ่อนคลาย

พบจิตแพทย์

6. ญาติหรือคนใกล้ชิด

หากญาติหรือคนใกล้ชิดสามารถสื่อสารบอกเล่าอาการได้ดีกว่าและเราไว้ใจที่จะให้เข้าไปพบแพทย์ด้วยก็สามารถพาไปได้ และให้ช่วยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้กับแพทย์ฟัง หรือผู้ป่วยบางรายอาจที่มีอาการไม่รู้สติในบางครั้งยิ่งต้องมีญาติไปด้วย เพื่อบอกเล่าอาการที่ตัวผู้ป่วยเองไม่รับรู้ให้แพทย์ผูัรักษาได้ทราบ

พบจิตแพทย์

7. อย่ากลัวที่จะเล่าเรื่องราวให้หมอฟัง

มีหลายคนเลยค่ะที่ไม่กล้าไปพบจิตแพทย์ทั้งๆที่อาการหนักมากแล้ว เพียงเพราะว่ากลัวที่จะเล่าเรื่องราวให้หมอฟัง กลัวว่าหมอจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องตลก ไปจนถึงกลัวว่าจะถูกนำไปเล่าต่อ อยากให้ขจัดความกังวลข้อนี้ไปได้เลยค่ะ เพราะความลับของคนไข้จะไม่ถูกนำมาเปิดเผยใดๆ และจิตแพทย์ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับฟังปัญหาอยู่แล้ว แพทย์จะรับฟังเพื่อหาทางแก้ปัญหาไปกับเรา แต่จะไม่ได้รับฟังเพื่อตัดสินเรื่องราวของเราค่ะ สำหรับท่านที่ยังลังเลอยู่ ลองพิจารณาดูนะคะว่าเราถึงเวลาที่ควรพบจิตแพทย์แล้วหรือยัง

พบจิตแพทย์

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบจิตแพทย์

  1. เมื่อส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ศักยภาพในการทำงาน การเรียนลดน้อยถอยลง ขาดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต
  2. เมื่อส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น นอนหลับน้อยลงหรือมากขึ้น รับประทานอาหารได้น้อยลงหรือมากขึ้นจนทำให้น้ำหนักตัวลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีอาการปวดหัวบ่อยๆ รู้สึกกระสับกระส่าย
  3. เมื่อส่งผลกระทบต่อจิตใจ รู้สึกมีความสุขน้อยลง สิ่งที่ปกติทำให้มีความสุขก็ไม่สุขเหมือนเดิม รู้สึกเศร้าตลอดเวลา คิดวนไปมาแต่เรื่องเดิมๆ โทษตัวเอง ให้อภัยตัวเองไม่ได้ รู้สึกไร้ค่า อยากจากโลกนี้ไป รวมไปถึงการจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตนเองไม่ได้
  4. เมื่อส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างและสังคม อารมณ์รุนแรง เริ่มทำร้ายร่างกายตัวเองหรือคนรอบข้าง ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ก่อนที่จะมีอารมณ์ที่รุนแรงขึ้น ควรรีบไปพบจิตแพทย์
  5. ยุคปัจจุบันที่ความเครียดส่งผลต่อทุกเพศทุกวัย อาจไม่ต้องถึงขั้นป่วยก็สามารถไปพบจิตแพทย์ได้นะคะ หากเราต้องการคำปรึกษาถึงเรื่องที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้ เช่น ความเครียดสะสมหรืออาการหมดไฟในวัยทำงาน แม้กระทั่งพฤติกรรมบางอย่างที่รู้สึกว่าแปลกไปจากตัวตนของเราก็เข้าพบคุณหมอได้ น้องๆเด็กเล็กหรือวัยรุ่น หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงก็พาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้เช่นกัน
พบจิตแพทย์

ไม่ว่าจะป่วยใจหรือกาย การเข้ารับการรักษาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นทางออกที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน หากใจไม่ไหวแล้ว ไปพบจิตแพทย์กันนะคะ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลยค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *